
ดื่มน้ำแล้วมี 4 อาการนี้ อย่าชะล่าใจ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคที่ซ่อนอยู่!
เช็ก 4 อาการผิดปกติหลังดื่มน้ำ กระหายน้ำไม่หาย ตัวบวม หายใจลำบาก และปัสสาวะผิดปกติ อาการแบบไหนควรพบแพทย์
การดื่มน้ำเป็นกิจวัตรพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ตามปกติ แต่หากดื่มแล้วเกิดอาการผิดปกติซ้ำๆ เช่น กระหายน้ำไม่หาย ตัวบวม หายใจไม่สะดวก หรือปัสสาวะผิดปกติ ก็ไม่ควรมองข้ามแล้วคิดว่าเป็นเพียงปฏิกิริยาธรรมดาของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม อาการหลังดื่มน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าเป็นโรคใดได้ เพราะความผิดปกติเดียวกันอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการกิน ยาที่ใช้อยู่ ไปจนถึงโรคประจำตัว สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความถี่ ความรุนแรง และอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมกัน
หากพบหนึ่งใน 4 กลุ่มอาการต่อไปนี้เป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออาการรุนแรงขึ้นหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
1. ปวดท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียทุกครั้งหลังดื่มน้ำ
การดื่มน้ำรวดเร็วหรือดื่มปริมาณมากในคราวเดียวอาจทำให้บางคนรู้สึกแน่นท้องหรือท้องอืดชั่วคราวได้ แต่หากดื่มเพียงเล็กน้อยแล้วเกิดอาการปวดท้องรุนแรง แน่นท้องมาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการต่อเนื่อง ก็ควรไปพบแพทย์
อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน การเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้ผิดปกติ หรือโรคของอวัยวะภายในช่องท้อง แต่ยังไม่สามารถสรุปจากอาการนี้เพียงอย่างเดียวว่าเป็นโรคตับ ตับอ่อนอักเสบ หรือมะเร็งตับอ่อนตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์
หากมีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดไม่หาย อาเจียนต่อเนื่อง ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระดำ มีไข้ ตัวเหลือง หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์
ส่วนอาการท้องเสียหลังดื่มน้ำ อาจเกิดจากน้ำหรือภาชนะที่ปนเปื้อน รวมถึงโรคในระบบทางเดินอาหาร หากมีอาการต่อเนื่อง ถ่ายบ่อยมาก มีเลือดปน หรือเริ่มมีภาวะขาดน้ำ ไม่ควรรักษาด้วยตัวเองเป็นเวลานาน
2. ดื่มน้ำแล้ว แต่ยังปากแห้งและกระหายน้ำมาก
หากดื่มน้ำเพียงพอแล้วแต่ยังรู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ควรแยกให้ออกว่าเป็น “ความกระหายน้ำ” หรือ “ภาวะปากแห้ง” เพราะทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน ปากแห้งอาจทำให้รู้สึกเหมือนกระหายน้ำ และอาจเกิดจากยา การหายใจทางปาก ความวิตกกังวล หรือปัญหาของต่อมน้ำลายได้
ภาวะกระหายน้ำต่อเนื่องร่วมกับปัสสาวะบ่อย เหนื่อยง่าย ตามัว หรือน้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้น
อีกภาวะหนึ่งที่พบได้น้อยกว่าคือ โรคเบาจืด ซึ่งไม่ใช่โรคเดียวกับเบาหวาน ผู้ป่วยอาจปัสสาวะออกมาเป็นปริมาณมาก มีสีจาง และรู้สึกกระหายน้ำอย่างรุนแรงอยู่ตลอด แม้จะดื่มน้ำไปแล้วก็ตาม
อาการปากแห้งเรื้อรังยังอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการโจเกรน ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่ส่งผลต่อต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตา หากมีอาการปากแห้งร่วมกับตาแห้ง เคี้ยวหรือกลืนอาหารลำบาก ควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจ
3. ตัวบวม ขาบวม หรือหายใจไม่สะดวก
อาการบวมเล็กน้อยอาจเกิดจากการยืนหรือนั่งนาน รับประทานอาหารเค็ม หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน แต่หากเกิดอาการบวมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเท้า ข้อเท้า ขา รอบดวงตา หรือกดแล้วเกิดรอยบุ๋ม ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ
อาการบวมร่วมกับน้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หรือหายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ อาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของของเหลวในร่างกาย ซึ่งพบได้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคไต หรือโรคตับบางชนิด
สถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า อาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่ หายใจถี่ เหนื่อยล้า และบวมบริเวณขาหรือข้อเท้า แต่อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้เพียงอาการบวมหลังดื่มน้ำมาตัดสินว่าเป็นโรคหัวใจ
หากมีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน เจ็บหรือแน่นหน้าอก หน้ามืด ริมฝีปากเขียว หรือบวมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นเอง
4. ปัสสาวะผิดปกติ เวียนศีรษะ หรือคลื่นไส้
การปัสสาวะเพิ่มขึ้นหลังดื่มน้ำมากถือเป็นกลไกปกติของร่างกาย แต่หากปวดปัสสาวะรุนแรงทั้งที่ดื่มเพียงเล็กน้อย ปัสสาวะบ่อยมาก ปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรง และมีเลือดปน อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะหรือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
สถาบันโรคเบาหวาน ระบบย่อยอาหาร และโรคไตแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า อาการของการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะอาจประกอบด้วย ปวดแสบขณะปัสสาวะ ปวดปัสสาวะบ่อยหรือรุนแรงแม้มีปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ปวดท้องน้อย และปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือดปน
ส่วนปัสสาวะเป็นฟองสามารถเกิดขึ้นได้ชั่วคราวจากแรงของปัสสาวะหรือปัสสาวะเข้มข้น แต่หากเกิดเป็นฟองมากและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบวมร่วมด้วย ควรตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีโปรตีนรั่วหรือความผิดปกติของไตหรือไม่
การดื่มน้ำอย่างรวดเร็วและมากเกินความสามารถที่ร่างกายจะขับออก อาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ หรือภาวะไฮโปนาเทรเมียได้ แต่ภาวะนี้พบไม่บ่อยในคนสุขภาพดีที่ดื่มน้ำตามปกติ อาการอันตราย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ สับสน อ่อนแรง ชัก หรือหมดสติ ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ดื่มน้ำวันละเท่าไรจึงจะเพียงพอ?
ไม่มีปริมาณน้ำที่เหมาะกับทุกคน เพราะความต้องการขึ้นอยู่กับอายุ เพศ น้ำหนักตัว อากาศ กิจกรรม การตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคไตบางราย ซึ่งอาจต้องจำกัดปริมาณของเหลวตามคำแนะนำของแพทย์
แนวทางของ NHS แนะนำให้คนทั่วไปตั้งเป้าดื่มของเหลวประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน โดยพิจารณาสีปัสสาวะให้เป็นสีเหลืองอ่อนเป็นแนวทางเบื้องต้น ขณะที่องค์การความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรปกำหนดปริมาณน้ำรวมจากอาหารและเครื่องดื่มประมาณวันละ 2 ลิตรสำหรับผู้หญิง และ 2.5 ลิตรสำหรับผู้ชาย
จึงไม่ควรกำหนดตายตัวว่าทุกคนต้องดื่มไม่เกิน 3 ลิตรต่อวัน เพราะผู้ที่ออกกำลังกาย ทำงานกลางแจ้ง อยู่ในอากาศร้อน หรือมีไข้ อาจต้องการน้ำมากกว่านั้น ในทางกลับกัน ผู้ที่มีโรคหัวใจ ไต หรือตับบางชนิด อาจต้องดื่มน้อยกว่าคนทั่วไปตามแผนการรักษา
ดื่มน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับร่างกาย?
- กระจายการดื่มน้ำตลอดทั้งวัน ไม่เร่งดื่มจำนวนมากในคราวเดียว
- ดื่มเพิ่มเมื่อออกกำลังกาย เหงื่อออกมาก อยู่กลางแจ้ง หรือมีอาการเจ็บป่วย
- สังเกตสีปัสสาวะ โดยทั่วไปควรมีสีเหลืองอ่อน แต่ยาและวิตามินบางชนิดอาจทำให้สีเปลี่ยนได้
- เลือกน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มหลัก และจำกัดน้ำอัดลม ชานม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- ไม่จำเป็นต้องดื่มเฉพาะน้ำอุ่น เพราะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าน้ำอุ่นให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเหนือกว่าน้ำอุณหภูมิปกติ
- ผู้มีโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคตับ ควรถามแพทย์ว่าควรดื่มของเหลววันละเท่าไร
อาการแบบไหนควรไปโรงพยาบาลทันที?
หากมีอาการเพียงเล็กน้อยและเกิดขึ้นครั้งเดียว อาจสังเกตอาการเบื้องต้นได้ แต่หากเกิดซ้ำ เป็นมากขึ้น หรือมีอาการผิดปกติหลายอย่างร่วมกัน ควรนัดพบแพทย์เพื่อตรวจเลือด ปัสสาวะ และประเมินการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
- หายใจลำบากหรือแน่นหน้าอก
- สับสน ชัก หมดสติ หรือปลุกไม่ตื่น
- ปวดท้องรุนแรงหรืออาเจียนต่อเนื่อง
- ปัสสาวะออกน้อยลงมากหรือไม่ออกเลย
- ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปวดแสบอย่างรุนแรง
- ตัวบวมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
- กระหายน้ำและปัสสาวะมากผิดปกติอย่างต่อเนื่อง
สรุป ดื่มน้ำแล้วผิดปกติ ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป
อาการปวดท้อง กระหายน้ำ ตัวบวม หรือปัสสาวะผิดปกติหลังดื่มน้ำ ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง หัวใจล้มเหลว หรือไตวายโดยอัตโนมัติ เพราะอาการเหล่านี้มีสาเหตุได้หลากหลาย และบางครั้งอาจไม่เกี่ยวกับน้ำที่เพิ่งดื่มโดยตรง
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคืออาการที่เกิดซ้ำ มีความรุนแรง หรือมาพร้อมสัญญาณอื่น เช่น น้ำหนักเปลี่ยนผิดปกติ หายใจลำบาก บวม ปัสสาวะเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หากพบความผิดปกติเหล่านี้ การเข้ารับการตรวจเร็วจะช่วยให้ค้นพบสาเหตุและรักษาได้อย่างเหมาะสมกว่าเดิม
